ไขมันกับสิ่งแวดล้อม

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า สารอินทรีย์ เป็นสาเหตุหลักของการเน่าเสียของน้ำ
แท้จริงแล้ว ในแหล่งน้ำธรรมชาติ สารอินทรีย์จะถูกทำลายโดยแบคทีเรียแอโรบิก (aerobic bacteria)
ซึ่งเป็นแบคที่เรียที่ต้องใช้ออกซิเจนที่ละลายในน้ำในการย่อยสลายสารอินทรีย์ แบคทีเรียเหล่านี้ใช้ออกซิเจนในปริมาณมาก
เพื่อย่อยสลาย หากน้ำมีปริมาณออกซิเจนละลายอยู่เพียงพอ แบคทีเรียก็จะทำงานได้เป็นปกติ
อินทรีย์สารในน้ำก็จะถูกย่อยสลายไป กลายเป็นธาตุอาหารให้พืชพรรณในแหล่งน้ำเป็นวัฏจักรต่อไป
อย่างไรก็ตาม ถ้าในแหล่งน้ำนั้น มีไขมันปนเปื้อนในปริมาณมาก ไขมันจะลอยขึ้นไปเคลือบผิวหน้าของน้ำ
ทำให้ออกซิเจนไม่สามารถละลายลงไปในน้ำได้ เมื่อออกซิเจนในน้ำต่ำ แบคทีเรียที่ทำหน้าที่ย่อยสลายอินทรีย์สาร
ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และจะมีแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจน(anaerobic bacteria) เข้ามาทำงานแทน
เป็นเหตุให้เกิดก๊าซพิษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมีเธน ไฮโดรเจนซัลไฟต์ และแอมโมเนีย ซึ่งเป็นเหตุทำให้เกิดการเน่าเสียของน้ำ
ตามมาด้วยกลิ่นเหม็น การเปลี่ยนสี และเกิดภาวะเป็นพิษขึ้นกลายเป็นน้ำเน่าสีดำคล้ำ

น้ำเสีย

น้ำดี

วิธีป้องกันไขมันไม่ให้เข้าสู่แหล่งน้ำ ทำได้โดยไม่เทน้ำมัน หรือ ไขมันต่างๆ เข้าสู่ซิงค์น้ำโดยตรง
และสามารถติดตั้งถังดักไขมันไว้ต่อจากเครื่องย่อยสลายเศษอาหารเพิ่มเติม
ถ้ามีไขมันในอาหารผ่านเครื่องย่อยสลายเศษอาหารเข้าไปสู่ถังดักไขมัน ไขมันก็จะลอยขึ้นมาบริเวณ
ผิวหน้าของน้ำในถังดักไขมัน เมื่อถึงเวลาเราก็สามารถช้อนไขมันบนผิวทิ้งเหมือนขยะทั่วไปได้
ส่วนเศษอาหารหรือสารอินทรีย์ที่ถูกย่อยจากเครื่องนั้นก็สามรถมั่นใจได้ว่า
แบคทีเรียที่ใช้ออกซิเจนจะสามารถช่วยย่อยสลายได้ต่อไป